ติวติวและติว: หนทางสู่ความสำเร็จ?

บางส่วนจากบทความของไทยพับลิกา หัวอกพ่อแม่ “เฝ้าลูกเรียนกวดวิชา” …ออกจากงาน เสียเวลา เสียรายได้ เท่าไหร่ก็ยอม

“เขาเล่าว่า ช่วงเวลากลางวันนั่งเฝ้าลูกตลอด ระหว่างนั้นก็ติดต่องานทางโทรศัพท์ไปด้วย เพราะทำธุรกิจส่วนตัว ตกเย็นรับลูกกลับถึงบ้าน หากลูกไม่เข้าใจวิชาไหน ก็ต้องช่วยสอน ช่วยติว หรือไม่อย่างนั้นก็ต้องมาหาครูติวเดี๋ยว มาให้ลูก ชีวิตวนเวียนอยู่อย่างนี้

คุณลงทุนกับลูก 12 ปี ป.1-ม.6 ให้ลูกได้เข้าไปในมหาวิทยาลัยที่ต้องการได้ คุ้มแล้ว ส่วนใหญ่มองแค่นี้ พอเข้ามหาวิทยาลัย ลูกก็โตแล้ว เขาก็ปรับตัวได้ แต่ถ้ายังเล็กอยู่ ต้องมาดูเอง ถ้าเกิดพลาดพลั้ง มีปัญหาเสียหาย มันแก้ ไม่ได้ ฉะนั้นพ่อแม่ก็ต้องช่วยให้ลูกไปถึงเป้าหมายที่วางไว้ให้ได้”

อ่านแล้วเข้าใจหัวอกพ่อแม่ ลูกหลานเราก็มี ตัวเองก็ผ่านระบบติวมาเหมือนกัน เรื่องความกังวลต่าง ๆ และประโยชน์ของการติวนี่เข้าใจ

แต่ในฐานะที่เป็นอาจารย์ในมหาวิทยาลัย อยากจะบอกว่า การให้ลูกใช้ชีวิตแบบนี้ จนสามารถสอบเข้า “คณะดี ๆ” ได้ คุณอาจเจอกับปัญหาอะไรในช่วงที่ลูก ๆ อยู่ในมหาวิทยาลัย (และหลังจากนั้น) บ้าง

1. เด็กหลายคนอ่านหนังสือเองแทบไม่เป็นเลย เช่น อ่านแล้วจับใจความไม่ได้ เอาไปใช้แก้ปัญหาไม่ได้ ถ้าข้อสอบพลิกแพลงนิดหน่อยจะสับสน ไปต่อไม่ได้ แน่นอนว่าน่าจะมีหลายสาเหตุ เพราะเด็กแต่ละคนมีรูปแบบการเรียนรู้ที่ไม่เหมือนกัน แต่ที่น่าจะเป็นสาเหตุหนึ่ง คือ เด็กที่ยิ่งผ่านการติวมามาก จะยิ่งได้รับการฝึกทักษะส่วนนี้มาน้อย เพราะมีติวเตอร์ พ่อแม่ เพื่อนฝูง คอยย่อยเนื้อหาให้มาตลอด คำพูดในบทความที่เด็กถามคุณพ่อว่า “ปะป๊า ทำไมวันนี้ไม่ติว” ไม่ใช่สัญญาณที่ดี มันเป็นสัญญาณว่า เค้ากำลังติดไม้ค้ำยันที่เราหยิบยื่นให้

2. เด็กไม่กล้าที่จะคิดเอง เด็กไม่มีความเชื่อมั่นพอว่าถ้าลองมโนต่อเอง (อย่างมีเหตุมีผล) จากข้อมูลที่รวบรวมและเรียนมาแล้ว จะมีเหตุมีผลเพียงพอ กลัวผิด ต้องรออาจารย์หรือผู้รู้ (ซึ่งมักเป็นคนอื่นเสมอ) เฉลยคำตอบ

3. วัฒนธรรมการติว เป็นการสื่อสารทางเดียว เด็กจะถูกฝึกให้เป็นผู้รับสารที่เยี่ยมยอด เพราะรับอินพุตตลอดเวลาที่เรียน เอาท์พุตที่ส่งออกมามักจะอยู่ในรูปแบบของการทำข้อสอบ (ซึ่งในระดับประถมและมัธยม คำตอบมักเป็นการให้วงคำตอบที่ถูก) และที่แย่ไปกว่านั้น เด็กที่ใช้เวลาแบบในบทความ คือ เรียน+ติว 5-7 วันต่อสัปดาห์ จะขาดโอกาสในการใช้เวลาในการสื่อสารกับคนอื่นโดยปริยาย ผลคือเด็กขาดทักษะในการสื่อสารในหลาย ๆ ด้าน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องวิชาการ หรือเรื่องความรู้สึกนึกคิดของตัวเอง

4. การให้เด็กใช้ชีวิตแบบนี้ เป็นการสื่อให้เด็กเชื่อว่า หน้าที่ของเค้าคือการเรียนอย่างเดียว ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลก ที่เด็กในมหาวิทยาลัยหลายคน ขาดทักษะการใช้ชีวิต ดูแลตัวเองไม่ได้ (ตื่นสายเกินจะมาเรียน นอนดึกเกินจะหาเวลาทำการบ้าน ฯลฯ) เพราะไม่เคยได้รับการฝึกฝนมาก่อนมากพอ และในวันที่เด็กเหล่านี้ต้องออกจากอ้อมอกพ่อแม่ เค้าจะเหมือนนกที่ไม่เคยหัดบิน แต่ต้องปรับตัวให้ได้ เพราะ “โตแล้ว”

5. เรามักใช้คำว่า “เด็กดี” ในการพูดถึงเด็กที่ “ว่านอนสอนง่าย” แต่จากประสบการณ์พบว่า เด็กเหล่านี้มักจะมีความเข้าใจตนเองต่ำ และมีความคาดหวังต่อตัวเองสูง (ท่านผปค. อาจลองถามตัวเองดู ว่าความคาดหวังเหล่านี้นั้น มาจากไหน) เมื่อเจอปัญหาเวลาเข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย มักโทษตัวเอง และด้วยความที่ไม่ได้รับการฝึกทักษะในการจัดการกับปัญหาเพียงพอ ขาดความเข้าใจตัวเอง ประกอบกับอาการพูดไม่ออกบอกไม่ถูก เพราะขาดทักษะในการสื่อสาร ทำให้รู้สึกว่าถึงทางตัน แก้ปัญหาเองก็ไม่ได้ จะขอความช่วยเหลือจากคนอื่น ก็ไม่แน่ใจ ว่าปัญหาเกิดจากตรงไหน จะให้ใครช่วยอะไร จะสื่อสารว่ายังไง ฯลฯ สุดท้ายหลายคนก็เลือกวิธีก้มหน้าก้มตาทนเอา รอปัญหามันผ่านไปเอง

สรุป: ระบบการติวตลอดเวลา ทั้งโดยติวเตอร์ พ่อแม่ เพื่อนฝูงแบบนี้ นอกจากเป็นการหยิบยื่นปลาให้เด็กแล้ว (แทนที่จะสอนให้เด็กตกปลาเอง) ยังเป็นการขโมยเวลาและโอกาสในการเรียนรู้เรื่องอื่น ๆ ที่สำคัญไม่แพ้กันไปจากเด็ก ผปค. ที่คิดว่าการใช้ชีวิตแบบนี้ “คุ้ม” ต่อความเหนื่อยยากที่ตัวเองพร้อมจะรับ เพื่ออนาคตที่ดีของลูกหลาน ควรพยายามลองคิดใหม่ในมุมที่กว้างกว่านั้น ในมุมที่มองลูกหลานเป็นคนหนึ่งคน ที่ต้องจัดการชีวิตของเค้าเองในทุก ๆ ด้าน ในยามที่เราไม่อยู่หรือไม่พร้อมที่จะช่วยเหลือเค้าอีกต่อไป อย่าลืมว่า คำว่า “ถึงเป้าหมายที่วางไว้” นั้นไม่มีจริง